ขับเคลื่อนโดย Blogger.
RSS

เทคนิคเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่ง

เทคนิคเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่ง




วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องอาศัยความเข้าใจและขยันทําแบบฝึกหัด หาก พยายามทําความเข้าใจสาระสําคัญของเนื้อหาแต่ละบทในหนังสือเรียน และจดสิ่งที่ ไม่เข้าใจไว้ค้นคว้าหรือถามผู้รู้ต่อไป รวมทั้งต้องขยันทําแบบฝึกหัดท้ายบทหลาย ๆ รอบ และหาโจทย์แปลกใหม่มาลองทําบ่อย ๆ ก็จะทําให้เก่งคณิตศาสตร์ได้ไม่ยาก 

นักเรียน ส่วนใหญ่มักทําความเข้าใจเนื้อหาเพียงคร่าว ๆ ไม่มีการทบทวนหรือฝึกทําแบบฝึกหัด จึงทําแบบฝึกหัดไม่ได้หรือทําผิดบ่อย ๆ สุดท้ายก็เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่อยาก เรียนอีกต่อไป การเรียนแบบนี้จะไม่มีวันเก่งคณิตศาสตร์เป็นอันขาด 

ฉะนั้นเมื่อทํา แบบฝึกหัดผิดตรงไหนและผิดอย่างไร นอกจากนี้ยังต้องวิเคราะห์โจทย์ให้ได้ก่อน เพราะเมื่อเจอโจทย์ลักษณะคล้ายกันก็จะทําได้ การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ควรเริ่มต้นจากหนังสือเรียน ไม่ว่าเนื้อหาจะยาก แค่ไหน ต้องอ่านทบทวนหลาย ๆ รอบ ควรให้ความสําคัญทั้งหนังสือเรียนและหนังสือคู่มือ นอกจากนี้ควรมีสมุดสําหรับจดขั้นตอนการคํานวณด้วย ถ้าคํานวณผิด ทําซ้ําอีกหลาย ๆ รอบจนกว่าจะทําได้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับโจทย์ ซึ่งจะ การเรียนวิชาคณิต ทําให้เรากลายเป็นคนเก่งคณิตศาสตร์ในที่สุด

เคล็ดลับในการเรียนและทําข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ 
1. วิเคราะห์ใจความสําคัญของโจทย์ให้เป็น
2. อย่าเลือกทําแบบฝึกหัดที่ยากเกินความรู้ของตน เพราะจะทําให้รู้สึกว่าคณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ยากและไม่อยากเรียน สําหรับคนที่ได้คะแนนอยู่ในระดับกลางหรือต่ํา ควรขยันทําแบบฝึกหัดท้ายบทในหนังสือเรียนให้ได้ก่อน แล้วค่อยหาโจทย์จาก หนังสือคู่มือมาทําเสริม 
3. หลังจากทําแบบฝึกหัดแต่ละข้อเสร็จ ให้ย้อนกลับมา ตรวจทานอีกครั้งเพื่อความถูกต้องแม่นยํา 
4. อ่านโจทย์ให้เข้าใจภายในเวลาสั้น ๆ และคํานวณ อย่างรวดเร็ว เพราะการแก้โจทย์ คณิตศาสตร์ต้องแข่งกับเวลา ดังนั้น จึงควรฝึกคิดเลขในใจ 
5.ฝึกจดวิธีคํานวณไว้อ่านทบทวนให้เป็นนิสัย 
เมื่อทำตามขั้นตอนต่างๆดังกล่าวมาข้างต้น ก็จะช่วยให้การเรียนคณิตศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

อยากเรียนเก่งต้องเข้าใจเนื้อหาที่เรียน


อยากเรียนเก่งต้องเข้าใจเนื้อหาที่เรียน




เข้าใจเนื้อหาที่เรียน คือสิ่งสําคัญของการเรียน หากเริ่มจากความเข้าใจการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ช่วยยกระดับชีวิตของคนให้สูงขึ้น ดังนั้นยิ่ง เรียนรู้มาก ก็จะยิ่งพัฒนาตนเองได้มาก อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและรู้วิธีค้นคว้าหาความรู้ในสิ่งที่ตนสนใจหรือถนัดด้วย 

ดังนั้น เวลาอ่านหนังสือเรียน ควรอ่านด้วยความเข้าใจ และพยายามฝึกทําแบบฝึกหัดเพื่อ ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งหมั่นค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูน ความรู้อยู่เสมอ 

นักชีววิทยาด้านสมองกล่าวว่า “สมองของมนุษย์เปรียบเสมือนหน่วยประมวล ผลกลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่” ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์กล่าวว่า "เมื่อ เปรียบเทียบขนาดหน่วยความจําของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่กับสมองมนุษย์ พบว่าคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจําเท่ากับ 1010 บิต ส่วนมนุษย์มีหน่วยความจำประมาณ 1015 -1016 บิต” ทั้งที่สมองมนฯษย์มีหน่วยความจํามากกว่า แต่ทําไมเราถึงจ่าอะไร ไม่ค่อยได้ นั่นก็เพราะว่าเราตั้งใจจําอย่างเดียว แต่ไม่มีความเข้าใจไงล่ะ ความจำ
ต่าง ๆ ที่เกิดจากการรับข้อมูลของสมองเรา จะถูกเก็บบันทึกไว้ใน สมองส่วน “ฮิปโปแคมปัส” (hippocampus : มีขนาดเท่านิวมือ โค้งอยู่ใจกลางสมองทั้ง 2 ซีก) 

ความจําที่เกิดขึ้นในสมองมี 2 ระดับคือ ความจําระยะสั้นและความจําระยะยาว ความจําระยะสันจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อต้องใช้งานเท่านั้น แต่ไม่มีการสร้าง หน่วยความจําถาวรขึ้นในเซลล์สมอง จึงทําให้จําได้ชั่วคราวแล้วก็หายไป ส่วนความจํา ระยะยาวจะอยู่ได้นานหลายปีหรือตลอดชีวิต สมองจะสร้างหน่วยความจําถาวรอยู่ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส เมื่อต้องการใช้ หรือมีอะไรมากระตุ้น ความจํานั้นก็จะกระโดดออกมา ถ้าเราต้องการ พัฒนาความจําก็ต้องช่วยสมองสร้างหน่วยความจําถาวรให้ มาก ๆ 

วิธีที่ช่วยให้สมองสร้างหน่วยความจําถาวรก็คือ อย่าจําเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพยายามเข้าใจ ในสิ่งที่ต้องการจะจําให้ลึกซึ้ง ในกรณี ของนักเรียน ไม่ควรเรียนเพียงแค่ ท่องจําเนื้อหาโดยปราศจากความ เข้าใจ เพราะสมองจะไม่สร้าง หน่วยความจําถาวร ดังนั้นต้อง ทําความเข้าใจเนื้อหาให้ละเอียด ลึกซึ้งจนเกิดเป็นภาพในสมอง แล้วสมองจะสร้างหน่วยความจํา พิเศษเอาไว้จนกลายเป็นความจําถาวร เฉพาะสิ่งที่เข้าใจเท่านั้น...

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ทำอย่างให้จำแม่นก่อนสอบ


13 เทคนิค..จำแม่นก่อนสอบ


เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเผชิญกับบรรยากาศและความกลัวช่วงก่อนเข้าห้องสอบ กลัวว่าหนังสือและตำราเรียนที่ท่องมาทั้งหมดจะหายไปในอากาศ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่องจำมา นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของนักเรียน-นักศึกษาทุกคน วันนี้ Life on campus ได้ไปสรรหาเทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความจำก่อนเข้าห้องสอบ วิธีง่าย ๆ และทำได้ไม่ยากถ้าทำจนเป็นนิสัยแล้ว รับรองได้ว่าจำแม่นอย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วไปชมกันเลย...

       1. เดินก่อนสอบ

เทคนิคแรกได้รับการพิสูจน์และวิจัยแล้วว่า “การออกกำลังกาย” จะสามารถเพิ่มหน่วยความจำและพลังสมองของคุณ ดำเนินการวิจัยโดย Dr. Chuck Hillman แห่งมหาวิทยาลัยอิลินอยด์ พิสูจน์แล้วว่าการออกกำลังกาย 20 นาที ก่อนสอบจะทำให้ทำข้อสอบได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นก่อนเข้าห้องสอบเราก็ควรออกกำลังกายโดยการเดินไปมาสัก 20 นาที ทบทวนบทเรียนต่าง ๆ ไปด้วย
แม้ว่าวิธีนี้อาจทำให้เราดูเหมือนเด็กน้อย ติงต๊องนั่งอ่านหนังสือเสียงดัง แต่ก็ช่างปะไร!!! ถ้าวิธีนี้จะทำให้เราทำข้อสอบได้ เพราะคุณจะต้องประหลาดใจเมื่อวิธีนี้จะทำให้คุณจดจำทุกอย่างได้มากขึ้นและแม่นยำกว่าวิธีอื่น ๆ เมื่อคุณได้พูดมันออกมาดัง ๆ คำเตือน ไม่ควรนำวิธีนี้ไปใช้ในห้องสมุดเด็ดขาด

       3. ฟังเพลง Mozart!!! 
ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เด็กที่ร้องเพลงและเล่นเปียโนเป็นประจำทุกวัน จะมีวิธีการแก้ปัญหาที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ร้องเพลงและเล่นดนตรีเลยถึง 80% และยังมีการวิจัยเพิ่มเติมโดยการแบ่งนักเรียน 36 คน ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเปิดเพลง Mozart sonata for Two Pianos within D Major, K. 448 เป็นเวลา 10 นาที กลุ่มที่ 2 เปิดเพลงผ่อนคลาย และกลุ่มที่ 3 ไม่เปิดเพลงอะไรเลย ผลคะแนนเฉลี่ยจากนักเรียนทั้ง 36 คน หลังการทำแบบทดสอบพบว่า กุล่มแรกได้คะแนน 119, กลุ่มที่ 2 ได้คะแนน 111 และกลุ่มที่ 3 ได้คะแนน 110 สรุปได้ว่าเพลง Mozart สามารถเพิ่มความจำก่อนสอบได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

       4. สอนสิ่งที่ได้เรียนรู้มา
เรียกง่าย ๆ ว่าการติวข้อสอบให้เพื่อน ๆ นั่นเอง นอกจากจะเป็นการแสดงน้ำใจแล้ว ยังช่วยเพิ่มความจำให้เราอีกด้วย การสอนสิ่งที่เรารู้ให้กับผู้อื่น เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทดสอบว่าเราเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ดีแค่ไหน จากการพูดหรือสรุปให้คนอื่นฟัง ถ้าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะอธิบายหรือสอนให้คนอื่นเข้าใจด้วยเช่นเดียวกัน


       5. เชื่อมต่อความคิดด้วยภาพรวม
ความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นเพียงวิธีที่ง่ายต่อการจดจำ แต่ยังหมายถึงเชื้อเพลิงที่จะคอยเติมไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ให้คุณได้อีกด้วย ดังคำกล่าวของ Steve Jobs ที่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้จักเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ถ้าคุณไปถามเหล่านักคิดนักประดิษฐ์ ว่าพวกเขาสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างไรกัน รู้ไหมว่าพวกเขาจะรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ในใจ เพราะจริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำมัน แต่พวกเขาแค่เห็นอะไรบางอย่าง แปลกแตกต่างไปจากที่เคยเห็น” 

        Mind Map จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ในการเชื่อมต่อความคิดที่จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของสิ่งต่าง ๆ และจดจำได้ดีขึ้น และกระตุ้นให้ใช้สมองทั้ง 2 ซีก ที่สำคัญจะช่วยให้เราจดสรุปเนื้อหาบทเรียนได้รวดเร็วขึ้น และทบทวนได้อย่างง่ายดาย ฝึกทำบ่อย ๆ จนติดเป็นนิสัยรับรองได้ว่าผ่านฉลุยทุกวิชา 

       6. วาดภาพประกอบ
การวาดภาพ จะช่วยให้เราจำข้อมูลและรายละเอียดที่ยากจะอธิบายได้มากขึ้น เลียนแบบการทำงานของสมองที่จะแปลข้อมูลต่าง ๆ เป็น “รูปภาพ” ถึง 90% และสมองของคนเรายังประมวลผลรูปภาพได้เร็วกว่าข้อความถึง 60,000 เท่า เลยทีเดียว ดังนั้นการวาดภาพจึงเป็นการจดเลคเชอร์ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สมองจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เช่น การวาดรูปหัวใจเพื่ออธิบายส่วนต่าง ๆ ตามที่เราเข้าใจ หรือแม้แต่สูตรคณิตศาสตร์ที่ว่ายากแสนยาก ลองเขียนใส่กระดาษตัวโต ๆ เน้นสีสวย ๆ แล้วนำมาแปะไว้ที่ผนัง มองทุกวันก็สามารถทำให้เราจำสูตรนั้นได้โดยอัตโนมัติ เน้นการมองทุกวันสมองจะจดจำภาพนั้นได้เอง

       7. กลิ่น...ช่วยเพิ่มความจำ
อีกหนึ่งเรื่องง่าย ๆ ทำได้บ่อย ๆ เพื่อเป็นการพัฒนาสมอง เสริมสร้างความจำ ไม่ใช่เฉพาะช่วงสอบเพียงอย่างเดียวแต่สามารถทำได้ตลอด ด้วยการใช้ “กลิ่น” ที่ผ่านการทดลองและวิจัยมาแล้วว่า กลิ่นสามารถกระตุ้นให้สมองสร้างหน่วยความจำใหม่ ๆ ได้ ตื่นตัวต่อการเรียนรู้ และทำให้จดจำได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะ “กลิ่นกุหลาบ” ที่ช่วยเรื่องความจำได้เป็นอย่างดี ด้วยวิธีการง่าย ๆ จากน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบ นำมาไว้ในห้องนอน การได้สูดดมกลิ่นกุหลาบก่อนนอน จะทำให้คุณตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับความจำที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

       8. เคี้ยวหมากฝรั่ง
การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มความจำของสมองมากขึ้น ยืนยันผลการวิจัยจากหลายสถาบัน และได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร “Appetite”และ “Brain and Cognition” โดยระบุว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งนั้นจะทำให้ร่างกายตื่นตัว เพิ่มการเต้นของหัวใจ ทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น และช่วยในการเพิ่มความจำให้กับสมองอีกด้วย หากเราเคี้ยวหมากฝรั่งขณะที่กำลังเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างอยู่จะทำให้จดจำสิ่งนั้นได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เพียงการเคี้ยวหมากฝรั่งเท่านั้น ยังรวมไปถึงการเคี้ยวอาหารด้วย วิธีง่าย ๆ ทำได้เป็นประจำนอกจากดีต่อสมองแล้วยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย ดังนั้น ควรเคี้ยวอาหารอย่างน้อย 20-50 ครั้ง ก่อนกลืนก็จะช่วยให้สมองดีจำอะไรได้อย่างแม่นยำด้วยเช่นเดียวกัน

       9. ดื่มชาเขียวเป็นประจำ
นักวิจัยชาวจีน และผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดจากมหาวิทยาลัยบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า การดื่มชาเขียวเป็นประจำจะช่วยเพิ่มหน่วยความจำให้กับสมอง และยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้ ผู้ที่จิบชาเขียวเป็นประจำทำให้การทำงานของสมองในส่วนของความจำดีขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และมีสมาธิมากขึ้นอีกด้วย เน้นว่าต้องเป็นชาเขียวจากธรรมชาติที่ปราศจากการปรุงแต่งสีและรสใด ๆ จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด ถ้าเป็นชาเขียวบรรจุขวดตามท้องตลาดทั่วไป นอกจากไม่ได้ผลแล้วโรคอ้วนและเบาหวานตามมาแน่นอน

       10. ช็อคโกแลตอุ่น ๆ
รู้หรือไม่ว่าการรับประทานช็อคโกแลตสามารถเพิ่มความจำสมองได้ หนึ่งในอาหารสมองที่นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ได้ทดสอบกับอาสาสมัคร 2,000 คน พบว่าสารประกอบที่อยู่ในช็อคโกแลตทำให้อาสาสมัครทั้งหลายคิดเลขในใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่รับประทานช็อคโกแลตผสมนมมีคะแนนผลการทดสอบในด้านการทำงานของสมองส่วนการเจรจาตอบโต้และการมองเห็นสูงกว่าคนอื่น ๆ ดังนั้นก่อนอ่านหนังสือ หรือก่อนเข้าห้องสอบควรดื่มช็อคโกแลตผสมนม จะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

       11. อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ...มองภาพน่ารัก ๆ
เทคนิคการเรียนง่าย ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความจำสมอง โดยผลจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่า คนที่เดินไปมารอบ ๆ สวนพฤษชาติ หรืออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ จะมีหน่วยความจำที่ดีมากกว่าคนปกติที่เดินอยู่ตามท้องถนนถึง 20% หรือแม้แต่การมองไปที่รูปภาพธรรมชาติ เด็ก หรือสัตว์น่ารัก ๆ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำของสมองได้เช่นเดียวกัน ลองไปนั่งอ่านหนังสือในสวน หรือพักสายตาจากการอ่านหนังสือมองรูปภาพน่ารัก ๆ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน

       12. เรียนรู้ ท่องจำ..ก่อนนอน แม่นยำที่สุด
การอ่านหนังสือหรือท่องจำบางสิ่งบางอย่างก่อนนอน รู้หรือไม่ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้สมองจดจำได้เป็นอย่างดี ผลการวิจัยจากอาจารย์นายแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยการทดสอบจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม อายุระหว่าง 18-30 ปี กลุ่มแรกให้ท่องจำชุดคำศัพท์ 20 คู่ ในช่วงเช้า 9.00 น. และทำการทดสอบในตอนกลางคืนเวลา 21.00 น. และกลุ่มที่ 2 ให้ท่องจำคู่คำศัพท์เช่นเดียวกันในตอนกลางคืน 21.00 น. และทำการทดสอบในช่วงเช้า 9.00 น. พบว่ากลุ่มที่ 2 ที่ได้นอนหลับพักผ่อน “มีความจำดีกว่า” 

        จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การนอนเป็นการช่วยส่งเสริมความจำและยังช่วยเพิ่มสมาธิอีกด้วย ดังนั้นการท่องจำ หรือเรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง “ก่อนนอน” จะได้ผลดีกว่าท่องจำในตอนเช้า 

       13. อย่าอ่านหนังสือสอบทั้งคืน แม้การอ่านหนังสือหรือท่องจำสูตรต่าง ๆ ก่อนนอนจะทำให้จำได้แม่นยำมากขึ้น แต่นั่นเป็นผลจากการที่เราได้พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ จะทำให้สมองของคุณดูดซับข้อมูลที่ได้เรียนรู้มา ไม่ว่าจะเป็นสูตรคณิตศาสตร์ที่ยากขนาดไหน ก็จำได้ง่ายมากแค่นอนหลับและพักผ่อนอย่างเพียงพอในคืนก่อนสอบ ทบทวนก่อนนอนซักเล็กน้อย ตื่นมาจำได้แม่นยิ่งกว่าการอดตาหลับขับตานอนท่องหนังสือทั้งคืนซะอีก

ที่มา : http://manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9590000007409

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การมีเป้าหมายชัดเจน

การตั้งใจที่แน่วแน่มีเป้าหมายชัดเจน 



การศึกษาอย่างตั้งใจสนใจทุกรายละเอียดในเนื้อหาทั้งในหนังสือเเละในห้องเรียน ไม่วอกแวกและไม่สนใจต่อสิ่งเร้าต่างๆที่อยู่รอบตัวและในโลกโชเชียลทั้งหลาย วางเเผนมีโรดเมฟที่ชัดเจน วางแผนการเรียนเป็นระบบทุกขั้นตอน การวางแผนที่ดีคือการป้องกันความผิดพลาดซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต อาจทำให้เราต้องเสียใจ ซึ่งมันไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้เพราะเวลามันได้ผ่านไปแล้ว 

ความผิดพลาดและการตัดสินใจผิดเพียงนิดเดียวเท่านั้น ทุกอย่างก็จะผ่านเลยไปกับความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้... เพราะฉะนั้นการวางแผนที่ดีมีเป้าหมายที่ชัดเจน การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวเด็ดขาดรวดเร็วและลงมือทำ ศึกษาให้เข้าใจอย่างท่องแท้.. จนสามารถป้องกันความผิดพลาดทุกกรณี การเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป....ขอเพียงมีใจที่แน่วแน่แค่นั้นเอง.

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เทคนิคการเรียนอังกฤษ

เทคนิคการเรียนอังกฤษ



พื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการเรียนในการพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษคือ คำศัพท์ถ้าเราไม่รู้ความหมายของคำศัพท์ก็จะเข้าใจภาษาอังกฤษได้ยาก ดังนั้นจึงควรหาวิธีที่ทำให้จำศัพท์รวมทั้งไวยากรณ์ได้ง่ายขึ้น เช่น จัดเรียงเนื้อหาหรือข้อมูลให้เป็นลำดับ นำข้อมูลนั้นไปสัมพันธ์กับสิ่งที่แปลกออกไป อ่านจากจดบันทึกย่อ  ฝึกเขียนคำศัพท์และประโยคบ่อยๆ ลองเขียนคำศัพท์ที่อยู่ในเทปประกอบการเรียนการฟังดู เพราะไม่เพียงช่วยให้การออกเสียงภาษาอังกฤษดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เราได้พัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์และโครงสร้างประโยคด้วย

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เทตนิคการเรียนด้วยตัวเอง

เทคนิคการเรียนรู้ด้วยตัวเอง



1. เราต้องมีการจัดระเบียบการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีแบบแผน ซึ่งจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะเราได้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า
2. เราต้องมีความสงสัยสนใจในสิ่งต่างๆ และพยายามหาคำตอบของสิ่งที่เราสงสัย
3. เราต้องมีความสนุกกับสิ่งที่เราทำอยู่หรือการคือเราสนุกกับกราเรียนด้วยตัวเอง
4. พยายามทบทวนเรื่องที่เราเคยอ่านเคยเรียนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ลืม
5. คิดสิ่งที่จะทำแล้วมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ชีวะ เรื่องหน้าที่ของระบบประสาท


หน้าที่ของระบบประสาท


1. รับสัมผัสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ทำให้ร่างกายรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงแล้วจึงมีปฏิกิริยาโต้ตอบหรือแก้ไขด้วยวิธีการที่เหมาะสม ความรู้สึกส่วนหนึ่งจะทำให้ระบบรับรู้แล้วเก็บไว้ในความทรงจำ

2. ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆได้แก่ื การทำงานของกล้ามเนื้อลายทั่วร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อเรียบภายในอวัยวะภายใน และการคัดหลั่งของต่อมต่างๆ อวัยวะต่างๆภายในร่างกาย

3. ทำหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆของร่างกาย

4. เก็บความจำไว้มากมายและเก็บได้เป็นเวลานาน

5. ออกคำสั่งการทำงานของกล้ามเนื้อ และสร้างคำสั่งต่างๆให้อวัยวะทำงาน

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ชีวะ เรื่องฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง


 เรื่องฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง



   ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) เป็นต่อมที่อยู่ติดกับส่วนล่างของสมองส่วนไฮโปทาลามัส แบ่งได้ 3 ส่วนคือ ต่อมใต้สมองส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนหลัง ต่อมใต้สมองส่วนหน้าและส่วนกลาง มีต้นกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อชนิดเดียวกัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นหน่วยเดียวกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นต่อมไร้ท่อแท้จริง ขณะที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อประสาท ที่ไม่ได้สร้างฮอร์โมนได้เอง แต่มีปลายแอกซอนของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ (Neurosecretory cell) จากไฮโปทาลามัสมาสิ้นสุด และหลั่งฮอร์โมนประสาทออกมาสู่กระแสเลือด ต่อมใต้สมองมีขนาดประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตรห

    ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า

- โกรทฮอร์โมน  ส่งไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ทำหน้าที่ ช่วยการเจริญเติบโตของร่างกาย
- โกนาโดโทรฟิน ส่งไปยังอวัยวะสืบพันธุ์ ทำหน้าที่ ช่วยในกระตุ้นการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์
- โพรแลกทิน ส่งไปยังต่อมน้ำนม ทำหน้าที่ ช่วยกระตุ้นในเกิดการผลิตน้ำนมหลังคลอดบุตร
- ไทรอยด์สติมิวเลติงฮอร์โมน ส่งไปยัง ต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่ ช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ให้ปล่อยออกมาแบบพอดี
- เอนโดรฟิน ทำหน้าที่ ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ช่วยระงับอการเจ็บปวด

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การแทรกสอดของคลื่น

สูตรฟิสิกส์ ม.5 เรื่องการแทรกสอดของคลื่น



     การแทรกสอดเกิดจาก เมื่อคลื่นสองขบวนมาซ้อนทับกัน โดยสันคลื่นพบสันคลื่น หรือท้องคลื่นพบท้องคลื่นจะเป็นกราแทรกสอดแบบเสริมกัน แต่ถ้าการที่สันคลื่นพบท้องคลื่นจะเป็นการแทรกสอดแบบหักล้างกัน ตำแหน่งที่การกระจัดของคลื่นทั้งสองหักล้างกันแล้วทำให้การกระจัดเป็นศูนย์เรียกว่า บัพ ( node ) ส่วนตำแหน่งที่การกระจัดของคลื่นทั้งสองเสริมกันแล้วทำให้มีการกระจัดมากที่สุดเรียก ปฏิบัพ ( antinode )

   สูตรของการแทรกสอดจะมีอยู่สองสูตรได้แก่

1.สูตรปฏิบัพ ( antinode )

         

       โดยที่ S1 และ S2 เป็นแหล่งกำเนิดคลื่นอาพันธ์ เป็นจุดบนเส้นปฏิบัพใดๆ

2.สูตรบัพ ( node )


   




  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

สูตรการคำนวณหาค่างาน

สูตรการคำนวณหางาน



 ถ้ารู้ขนาดของแรงที่กระทำต่อวัตถุ และระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไปได้หลังจากถูกแรงกระทำ จะสามารถคำนวณหาปริมาณของงานได้จาก

 สูตร  งาน = แรง x ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ตามทิศทางของแนวแรง       หรือ       W = F x s

โดย F หมายถึง แรงที่กระทำให้วัตถุเคลื่อนที่
        s หมายถึง ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ตามแรง
      W หมายถึง งานที่ทำได้

เช่น ชายคนหนึ่งยกกระเป๋าที่มีน้ำหนัก 50 N จากพื้นดินไปยังบนหลังรถที่สูงจากพื้นดิน 1 m จงหางานที่ชายคนนี้ได้ทำ

  วิธีทำ   จะกล่าวได้ว่า  แรงที่ชายคนนี้กระทำต่อวัตถุมีค่า 50 N ตามน้ำหนักของวัตถุ  ( F = 50 )
                            และ   ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ตามแรงเป็น 1 m ตามระยะความสูงที่ชายคนนี้ยก                                             กระเป๋ามาไว้บนหลังรถ   ( s = 1 )
       ดังนั้นจากสูตร   W = Fs
                    W = 50 x 1
                    W = 50 J    ( หน่วยของงานคือ จูล,J )
      ตอบ งานที่ชายคนนี้ทำได้เป็น 50 J
                     

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

สูตรฟิสิกส์ ม.5 การเคลื่อนที่ของเสียง

ฟิสิกส์ ม.5 การเคลื่อนที่ของเสียง


    คลื่นเสียงเกิดจากการที่วัตถุที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงเกิดการสั่น ซึ่งการสั่นจะทำให้เกิดพลังงานและส่งต่อพลังงานไปเรื่อยๆจนถึงผู้ฟัง คลื่นเสียงเป็นคลื่นตามยาวมีลักษณะการสั่นคล้ายคลื่นสปริง

    ในบทนี้จะมีสูตรที่สำคัญๆได้แก่

สูตรการหาอัตราเร็วของเสียงในอากาศ ณ อุณหภูมินั้น

       Vt  =  331 + 0.6(t)

Vt  คือ อัตราเร็วของเสียงในอากาศ ณ อุณหภูมินั้น
 t    คือ อุณหภูมิในอากาศบริเวณนั้น (ใช้หน่วยเป็น องศาเซลเซียส c ํ ถ้าโจทย์ให้เคลวินมานำไปลบ 273 จะได้เป็นองศาเซลเซียส)

 สูตรการหาระยะทางการสะท้อนของเสียง

                  vt 
         S =    2

S  คือ ระยะทางการสะท้อนของเสียง จากแหล่งกำเนิดเสียงไปยังวัตถุที่เกิดการสะท้อน
v  คือ อัตราเร็วของเสียงในอากาศ
t   คือ เวลาที่แหล่งกำเนิดปล่อยออกไปจะสะท้อนกลับมายังแหล่งกำเนิด


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

สูตรการบวกเลขอย่างรวดเร็ว

สูตรการบวกเลขของเกาส์




Carl Friedrich Gauss นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันคือผู้ที่วงการคณิตศาสตร์ยอมรับว่า เป็นนักคณิตศาสตร์ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งที่โลกในสมัยที่เขาเป็นเด็กนักเรียน คุณครูที่สอนอยู่จะออกไปทำธุระข้างนอกเลยให้นักเรียนหาผลบวกของ 1-100 ซึ่งครูคิดว่าคงจะเสียเวลาในการหาคำตอบอยู่นาน แต่เด็กชายเกาส์ กลับทำเสร็จอย่างรวดเร็ว ได้คำตอบเป็น 5050 จนครูตกใจและเขาก็ได้แสดงวิธีทำให้ดูคือ

  ในกรณีที่จำนวนตัวเลขทั้งหมดที่นำไปบวกเป็นเลขคู่

เช่น 1+2+3+4+.........................+97+98+99+100

จะเห็นได้ว่าถ้าเรานำ 1+100 จะได้ 101
                         และ  2+99   จะได้ 101 เหมือนกัน
    ดังนั้นถ้าบวกด้วยวิธีนี้ไปเรื่อยๆจนถึงจำนวนที่ 50+51 = 101 เหมือนกัน
จะกล่าวได้ว่า ถ้าเรานำผลบวกของตัวแรกกับตัวสุดท้ายรวมกันแล้วนำไปคูณกับครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด เช่น 1 บวกกันถึง 100 ผลบวกตัวแรกกับตัวสุดท้ายเป็น 101 และครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดที่นำมาบวกเป็น 100/2 = 50 จำนวน     ดังนั้นตอบคือ     (101)(50) = 5050

จะเขียนเป็นสูตรได้   ( a1+an )( n/2 ) = ผลบวกของจำนวนตั้งแต่ a1 ถึง an
     โดยที่  a1 หมายถึงลำดับที่หนึ่งของจำนวนทั้งหมด    an หมายถึงลำดับสุดท้ายของจำนวนทั้งหมด
        และ  n  หมายถึงจำนวนตัวเลขทั้งหมดที่นำไปบวก

   ในกรณีที่จำนวนตัวเลขทั้งหมดที่นำไปบวกเป็นเลขคี่

เช่น 1+2+3+4+.........................+97+98+99+100+101

ในกรณีนี้เราจะทำคล้ายในกรณีที่เป็นจำนวนคู่ แต่เราจะนำตัวสุดท้ายที่เป็นจำนวนคี่ออกมาเพื่อทำให้จำนวนทั้งหมดที่เรานำมาบวกเป็นเลขคู่ แล้วค่อยนำไปบวกเข้าที่หลัง
คือ   (1+2+3+4+.........................+97+98+99+100)+101
      จะได้ เป็น  (101x50)+101 = 5050+101 =    5151

โดยเราจะเขียนเป็นสมการได้คือ [a1+(an-1)][(n-1)/2]+an

 ++++++++ สูตรการบวกเลขของเกาส์จะช่วยให้เราคิดเลขได้เร็วขึ้นเยอะเลยนะ +++++++++

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เคล็ดลับเรียนอังกฤษให้เก่ง


เคล็ดลับทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ


1. เริ่มจากการฟังอะไรที่ง่ายๆ จะได้มีกำลังใจไม่ท้อตั้งแต่แรก
2. ฟังเรื่องที่เราถูกใจ เพราะจะนำไปสู่ความสุขใจ ใส่ใจ และเข้าใจ มากกว่าฟังเรื่องที่เราไม่ค่อยสนใจหรือต้องทนฟัง
3. ให้ฝึกฟังเรื่องที่จบภายในเวลาสั้นๆ ในระยะเริ่มต้น ถ้าฝึกฟังเรื่องที่ยาวเกินไปจะทำให้สมองล้ารับไม่ไหว
4. ฟังพร้อมอ่าน หรืออ่านก่อนฟัง หรือฟังแล้วอ่าน  การอ่านจะช่วยผ่อนแรงในการสร้างความเข้าใจเรื่องที่ฟัง
5. ฟังพร้อมดูวีดิโอ การที่สามารถรับสารผ่าน 2 ประสาท คือ ทางหูและทางตา จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น
6. ฝึกฟังน้อยๆ แต่ฟังบ่อยๆ ดีกว่าฝึกฟังนานๆ แต่ไม่บ่อย
7. ลองฟังโดยใช้หูฟัง จะได้ยินสำเนียงชัดขึ้น ช่วยให้ง่ายในการฝึกออกเสียงตาม
8. ฝึกฟังพร้อมพูดตาม การฝึกพูดตามจะช่วยสร้างความมั่นใจว่า เราฟังได้ถูกต้อง
9. ฟังอย่างตั้งใจ
10. ฟังด้วยความสุข

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

อย่าดูถูกตัวเองว่าเรียนไม่เก่ง

อย่าดูถูกตัวเองว่าเรียนไม่เก่ง


สิ่งที่ปั่นทอนพลังใจในการเรียนอย่างหนึ่งคือ ความคิดที่ว่าตนเองเป้นคนโง่ หัวไม่ดีเรียนไม่เก่งเรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง ประเมินค่าตัวเองน้อยไปในความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่เลย ไม่มีคนโง่ในโลกมีแต่คนที่ยังไม่รู้ คนเราเกิดมาก็ไม่มีใครรู้มาก่อน เกิดมารู้จากศูนย์ เริ่มต้นเท่ากันทุกคน ถ้าจะว่าโง่ ใครก็ต้องว่าโง่มาก่อนฉลาดกันทั้งนั้น ทุกคนเกิดมาก็เพื่อเรียนรู้ แสวงหาความรู้ตักตวงความรู้ใส่ตัวเอง ทุกคนเริ่มต้นที่จุดเดียวกัน แต่ขึ้นอยู่ที่เราจะพยายามให้เท่ากันในการเป็นคนเรียนเก่งหรือเปล่า ได้พยายามไขว่คว้าหาความรู้หรือไม่เท่านั้น ความคิดที่ว่าตัวเองเป็นคนโง่ จึงเป็นข้ออ้างของคนขี้เกียจ เรียนเสียมากกว่าจะเป็นข้ออื่น ต้องทำลายความคิดตรงนี้ทิ้งก่อน แล้วเรา จะมีกำลังใจที่จะเรียนให้เก่งมากขึ้น เริ่มต้นมุ่งมั่นสู่การเรียนเก่งตั้งแต่วันนี้ ไปพร้อมกับคนอื่นๆซึ่งเขาก็เข้าสู่จุดสตาร์ทที่เดียวกับเรา...อยากจะเป็นอะไรอยากทำอะไร มันจะเป็นแรงผลักดันให้เรา คิดว่าต้องทำให้ได้ แล้วเราจะกลายเป็นคนเรียนเก่ง

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เทคนิคเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่ง


เทคนิคเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่ง



เทคนิควิธีเรียนคณิตให้เก่ง เชื่อว่าผู้เรียนหลายคนคงจะพบปัญหากับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แล้วเราจะมีวิธีเรียนคณิตให้เก่ง เรียนคณิตศาสตร์อย่างไรให้ได้ดี วันนี้เคล็ดลับเทคนิคการเรียนคณิตศาสตร์ ให้เก่งโดยสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 1. เวลาฟังครู หรือเวลาอ่าน ต้อง คิด ถาม จด ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไว้เพื่อคิดค้นคว้า หรือ ถามผู้รู้ต่อไป
2. หมั่นดูหนังสือหรือทำการบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ควรหามุมอ่านหรือทำการบ้านที่เหมาะสมกับตนเอง
3. จัดเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เรียนมา หรืออ่านล่วงหน้าสิ่งที่จะเรียนต่อไป และถ้าปฏิบัติตามที่กำหนดได้ควรให้ รางวัลตัวเอง เช่น ได้ขนม ได้เล่น ได้ฟังเพลง ดูทีวี ได้เล่นกีฬา เป็นต้น ถ้า ทำไม่ได้ตาม กำหนดควรหาเวลาชดเชย
4. ทบทวนความรู้กับเพื่อน อย่าหวงวิชา แบ่งปันความรู้อธิบายให้กันและกัน อย่าช่วยเหลือเพื่อนในทางที่ผิด เช่น ทุจริตเวลาสอบ หรือให้ลอกงานโดยไม่เข้าใจ

5. ศึกษาด้วยตนเอง มิใช่ต้องเรียนจากครูเพียงอย่างเดียว การศึกษาด้วยตนเองจากตำราหลายๆ เล่ม ต้องทำ ความเข้าใจจดสาระสำคัญต่าง ๆ ลงในโน้ตย่อ จดสิ่งที่ไม่เข้าใจไว้ค้นคว้าต่อไป ถ้าต้องการเชี่ยวชาญ คณิตศาสตร์ ต้องหมั่นหาโจทย์แปลกใหม่มาทำมาก ๆ เช่นโจทย์แข่งขัน เป็นต้น
6. รู้ ๆ กันอยู่ว่า คณิตศาสตร์มีสูตร มีทฤษฎีมากมาย ทำอย่างไรถึงจะจำได้หมดล่ะ ? เราต้องเรียนด้วยความเข้าใจเสียก่อน จากนั้นเราต้องหมั่นทบทวน ก่อนอื่นเราจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ การจำการลืมก่อน
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า เราควรทำความเข้าใจกับเรื่องนั้นๆเสียก่อน และหมั่นทบทวนทุกวันด้วย อ้อ อีกนิดหนึ่ง ถ้าอยากจำได้ดีและเข้าใจในเรื่องนั้นๆมากขึ้น เราควรที่จะ มองเปรียบเทียบคณิตเรื่องนั้นกับ เรื่องราวในชีวิตประจำวัน เช่น มองสิ่งต่างๆที่พบเจอเป็นคณิตศาสตร์ เป็นต้น
สาเหตุที่ เรียนคณิตศาสตร์ได้ไม่ดีของหลาย ๆ คน มักมาจากการที่ไม่ชอบวิชานี้เอามากๆ ทำยังไงก็อ่านมันไม่เข้าใจ ทำใจให้ชอบมันไม่ได้เสียที ลองเปิดใจ เปลี่ยนทัศนคติใหม่ เปิดใจยอมรับ และมองในแง่ที่ดีกว่านี้ และก็ต้องขยันให้มาก ๆ การเรียนวิชาคณิตศาสตร์จะไม่ยากอีกต่อไป...

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

สูตรฟิสิกส์สำหรับนักเรียน ม.5


สูตรวิชาฟิสิกส์สำหรับ ม.5




สำหรับม.5 เทอม 1 เรื่องที่จะเรียนคือ
-เรื่องสมดุลกล
-เรื่องงานและพลังงาน
-เรื่องการชนและโมเมนตัม
สมดุลกล
สูตร  สมดุล
แรงซ้าย     =     แรงขวา
แรงขึ้น    =    แรงลง
โมเมนต์ตาม     =    โมเมนต์ทวน

ทฤษฎี
ท.บ.ลามี

สูตร   แทนแรง

สูตร   ตั้งฉากแรง


งานและพลังงาน
สูตร  พลังงาน
 E    =    
Ep     =    mgh
Fสปริง    =    KS
Epยย    =     KS  =   FS

Ek    -    พลังงานจลน์ (J)
Ep     -    พลังงานศักย์  (J)
Epยย     -    พลังงานศักย์ยืดหยุ่น (ศักย์สปริง) (J)
K    -    ค่าคงที่สปริง N/m

สูตร  งานในวินาทีที่ n
Sวินาทีที่ n    =    
Wสูบ+ฉีด    =    mgh +

สูตร  กฎการอนุรักษ์พลังงาน
E+  Ekแรก  =  Ep +  Ekหลัง
Ekที่เพิ่ม  =   Ep ที่ลด
Ek2 =  Ek1 +       

สูตร  ประสิทธิภาพ
       Eff  =      W ที่ยกได้จริง         x  100 %
                  W เต็มที่ที่ควรยกได้    

     Eff  =   M.A. ปฎิบัติจริง        x  100 %
                  M.A.  ทฤษฎี

   M.A. จริง   =  W ยกได้จริง                              F จริง

     M.A. ทฤษฎี  =  W ที่ควรยกได้                                  F  จริง

การชนและโมเมนตัม
สูตร  โมเมนตัม
P  =  mv

p - โมเมนตัม  (kg.m/s)
m - มวล  (kg)
v - ความเร็ว  (m/s)

สูตร  การดล
Ft  =  mv - mu
F  =  
F  -  แรง (N)
m  -  มวล  (kg)
t  -  เวลา  (s)

สูตร  กฎการอนุรักษ์โมเมนตัม
ก่อนชน  =   หลังชน
mv ลูกปืน  =  Mv ตัวปืน

สำหรับ ม.5 เทอม 2 นี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับไฟฟ้าล้วนๆ เลย
-ไฟฟ้าสถิต
-แม่เหล็ก-ไฟฟ้า

ไฟฟ้าสถิต
สูตร  แรงระหว่างประจุ
F  -  แรงระหว่างประจุ
r  -  ระยะห่าง

สูตร  สนามไฟฟ้า
 -  ความต่างศักย์ระหว่างแผ่นโลหะ
d  -  ระยะห่างระหว่างแผ่นคู่ขนาน
k  -  9 x 109  

สูตร  ศักย์ไฟฟ้า
= q(vB - vA)
V  -  ศักย์ไฟฟ้า
Ep  -  พลังงานศักย์ไฟฟ้า
W  -  งานในการเคลื่นที่ประจุ
 -  งานจาก  A  ไป  B

สูตร  การรวมศักย์ไฟฟ้า
Vรวม  =  

สูตร  พลังงานไฟฟ้า
W  =  QV
W  -  งานไฟฟ้า
Q  -  ประจุไฟฟ้า
V  -  ความต่างศักย์

V  =  IR
V  -  ความต่างศักย์
I  -  กระแส
R  -  ความต้านทาน

สูตร  พลังงานศักย์ไฟฟ้า (Ep)
Wฟฟ  =  qv  =  
Ek  =  Wไฟฟ้า

สูตร  ตัวเก็บประจุ
C  -  ค่าความจุไฟฟ้า  (F)
Q  -  ประจุไฟฟ้าที่เก็บไว (c)้
V  -  ศักย์ไฟฟ้าของตัวนำ  (V)
a  -  รัศมีทรงกลม
k  -  ค่าคงที่คูลอมบ์ 9 x 109 

ไฟฟ้ากระแส
 สูตร  กระแสและปริมาณไฟฟ้า
I  -  กระแสไฟฟ้า
Q  -  ปริมาณของประจุไฟฟ้า
t  -  เวลา
  V  -  ความเร็วของ  e-  อิสระ
A  -  พื้นที่หน้าตัดของลวดตัวนำ
n  -  จำนวน  e-  /  ปริมาตรของตัวนำ
e  -  ประจุไฟฟ้าของ  e-  1 ตัว  =  1.6 x 10-19  คูลอมบ์

สูตร  สภาพความต้านทาน
R  -  ความต้านทานไฟฟ้า
P  -  สภาพต้านทาน
L  -  ความยาว
A  -  พื้นที่หน้าตัด (ตร.ม.)

สูตร  แรงเคลื่อนไฟฟ้า
E  -  แรงเคลื่อนที่ไฟฟ้า
R  -  ความต้านทานภายนอก
r  -  ความต้านทานภายใน

สูตร  การรวมความต้านทาน
แบบอนุกรม
Rtotal  =  
แบบขนาน

สูตร  การรวมวงจร
อนุกรม
Rรวม  =  
Iรวม  =  
Vรวม  =  
Eรวม  =  
ขนาน
Vรวม  =  
Eรวม  =  
Iรวม  =  

สูตร  กำลังไฟฟ้า
P  -  กำลังไฟฟ้า
I  -  กระแส
R  -  ความต้านทาน

สูตร  การคิดค่าเงินไฟฟ้า
Unit  =  กิโลวัตต์ x ชั่วโมง

สูตร  งานไฟฟ้าต้มน้ำ
w = mc
  pt = mc            J/kg.k
   0.24 pt  = mc       cal/kg.k
แม่เหล็ก-ไฟฟ้า
สูตร   แม่เหล็กและสนามแม่เหล็ก
 -  จำนวนเส้นแรงแม่เหล็กหรือฟลักซ์แม่เหล็กที่ผ่านพื้นผิว  A
A  -  พื้นที่ตั้งฉากที่ฟลักซ์แม่เหล็กผ่าน (ตร.ม.)
B  -  ความหนาแน่นฟลักซ์แม่เหล็ก  (veber/ตร.ม.)

สูตร   แรงกระทำต่ออนุภาคที่มีสนามแม่เหล็ก
F = qvB
F  -  แรงกระทำต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า
v  -  ขนาดความเร็ว
B  -  ขนาดของสนามแม่เหล็ก

สูตร   แรงที่กระทำต่อลวดตัวนำที่มีกระแสไฟฟ้าผ่าน  เมื่อวางอยู่ในสนามแม่เหล็ก
 -  ความยาวของลวดตัวนำ
v  -  ความเร็วลอยเลื่อน

N  -  จำนวนอิเล็คตรอน
e  -  ประจุไฟฟ้าอิเล็คตรอน

สูตร   แรงกระทำต่อลวดตัวนำ
F = qvB
F  =  NevB
F  =  I B
F  -  แรงกระทำต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า
v  -  ขนาดความเร็ว
B  -  ขนาดของสนามแม่เหล็ก
 -  ความยาวของลวดตัวนำตรง
I  -  กระแสไฟฟ้า

สูตร   แรงกระทำต่อขดลวดที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก
M  =  IAB
M  =  BIAN
M  -  โมเมนต์ของแรงคู่ควบ
I  -  กระแส
N  -  จำนวนรอบ
A  -  พื้นที่ขดลวด
สูตร   หม้อแปลง
N1  -  จำนวนรอบของลวดปฐมภูมิ
N2  -  จำนวนรอบของลวดทุติยภูมิ
E1  -  แรงเคลื่อนไฟฟ้าของลวดปฐมภูมิ
E2  -  แรงเคลื่อนไฟฟ้าของลวดทุติยภูมิ

W1  -  พลังงานไฟฟ้าของขดลวดปฐมภูมิ
W2  -  พลังงานไฟฟ้าของขดลวดทุติยภูมิ
t  -  เวลา

สูตร   แรงกระทำต่อขดลวดที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก
M  =  IAB
M  =  BIAN
M  -  โมเมนต์ของแรงคู่ควบ
I  -  กระแส
N  -  จำนวนรอบ
A  -  พื้นที่ขดลวด

สูตร   หม้อแปลง
N1  -  จำนวนรอบของลวดปฐมภูมิ
N2  -  จำนวนรอบของลวดทุติยภูมิ
E1  -  แรงเคลื่อนไฟฟ้าของลวดปฐมภูมิ
E2  -  แรงเคลื่อนไฟฟ้าของลวดทุติยภูมิ

W1  -  พลังงานไฟฟ้าของขดลวดปฐมภูมิ
W2  -  พลังงานไฟฟ้าของขดลวดทุติยภูมิ
t  -  เวลา

ที่มา:http://www.thaiblogonline.com


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS